ปราสาทภูมิโปน[1]

ปราสาทภูมิโปนตั้งอยู่ที่บ้านภูมิโปน ต.ดม อ.สังขะ เดิมเรียกว่า ปราสาทปูน หรือปรอ

หากจะดูเพียงองค์ปราสาทโดยผิวเผิน จะไม่เห็นคุณค่าทางศิลปะและสถาปัตยกรรมมากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับปราสาทหินในยุคต่อมา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ หากแต่จะศึกษาในแง่โบราณคดีและ อารยธรรมของชนโบราณในยุคต้นๆ ของประวัติศาสตร์ “ภูมิโปน” จะเป็นแหล่งที่น่าอนุรักษ์และศึกษามากที่สุด เพราะเป็นปราสาทอิฐศิลาแบบเขมร ที่มีอายุมากที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย

 

ปราสาทภูมิโปนตั้งอยู่บนเนินสูง ด้านทิศตะวันออกของหมู่บ้าน สภาพพื้นที่มีความลาดเอียงไปทางทิศเหนือ ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน ๔ หลัง คือ ปราสาทก่ออิฐ ปราสาทศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมวิหารก่ออิฐ และฐานปราสาทก่ออิฐ

จารึกปราสารทภูมิโปน ทะเบียน สร.๑๑ แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มอักษรจารึกวัดสระกำแพงใหญ่ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ แต่ตัวเลข ๔๓๔ ของจารึกน่าจะแทนมหาศักราชซึ่งตรงกับ พ.ศ.๑๐๕๕ ซึ่งอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ จารึกปราสาทภูมิโปนทะเบียน สร.๘ และ ๙ ประมาณอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ จารึก ปราสาทภูมิโปน สร.๑๒ ประมาณอายุอยู่ในศตวรรษที่ ๑๕ จารึกปราสาทภูมิโปนทะเบียน สร.๓ และ ๗๗ ประมาณอายุอยู่ในศตวรรษที่ ๑๖ ฐานปรางค์อิฐทางทิศเหนือ ประมาณอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ซึ่ง แสดงให้เห็นว่าชุมชนโบราณภูมิโปนมีผู้ครอบครองเป็น ระบบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอันยาวนานถึง ๘ ศตวรรษ ซึ่งมีปรากฏการณ์สงครามอันยาวนานระว่าง อาณาจักรเจนละกับอาณาจักรฟูนัน ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ อาจมีผลกระทบต่อภูมิโปนในช่วงนั้นด้วย เพราะมี ตำนานเรื่องเทวดาแบ่งแผ่นดินปรากฏอยู่

หากใช้ภูมิโปนเป็นศูนย์กลาง จะพบว่ามี โบราณสถานศิลปะเขมรอยู่ ๔ ทิศ ในระยะทางเท่าๆ กัน กล่าวคือ ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปทางทิศเหนือเป็นปราสาทยายเหงา ระยะทางประมาณ ๔ กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออก และประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเป็นปราสาท ตามอญ และปราสาทบนเขาศาลา ระยะทาง ๑๐ กิโลเมตร ไปทางทิศใต้ เป็นปราสาทซำเบง และระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตรไปทางทิศตะวันตก เป็นปราสาทบ้านจารย์ น่าจะเป็นเครือข่ายหรือเกี่ยวข้องกันกับปราสาทภูมิโปน

ภูมิโปน มีลักษณะของการเป็นนครรัฐในอดีตเพราะจากจารึกปราสารทภูมิโปน สร.๑๑ ที่มีตัวเลขมหาศักราช ๔๓๔ น่าจะตรงกับ พ.ศ.๑๐๕๕ (พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ตอนกลาง หรือคริสต์ศตวรรษที่ ๖ ตอนต้น) ตรงกับสมัยสมบร์ไพรกก ในช่วงการทำสงครามกันระหว่างอาณาจักรเจนละกับฟูนัน หากพิจารณาสภาพการวางผังเมือง และขนาดของเมือง เห็นว่าเมือง ภูมิโปนได้เลือกเนินสูงทางฝั่งขวาของลำน้ำห้วยเสนหรือสตึงเสน  (ซึ่งมีการบันทึกไว้ว่า เจ้าชายพลทิตย์ได้มาตั้งรัฐอิสระในบริเวนลุ่มน้ำสตึงเสน ซึ่งเป็นแควน้อย ของทะเลสาบที่ขนานกับแม่น้ำโขง เดิมชื่อรัฐพลทิตยปุระ ต่อมาเป็นรัฐอินินทิตปุระ ครั้นพระเจ้าอิศาณวรมันตีรัฐนี้ได้ ก็สร้างเมืองเหลวงอยู่ริมสตึงเสนชื่อว่า “อิสานปุระ” ซึ่งอยู่ทางเหนือเมืองกำปงธม (ปัจจุบัน) ๑๒ ไมค์ ลำห้วยเสนหรือสตึงเสนนี้ผ่านทั้งภูมิโปนและปราสาทยายเหงา (ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือ) และภูมิโปนก็ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเทือกเขาพนมดงรัก (ซึ่งมีการกล่าวถึง กษัตริย์นายองว่า สร้างราชธานีอยู่เหนือเทือกเขาดงรัก) นอกจากนี้ขนาดของเมืองก็อยู่ในระดับเมืองขนาดใหญ่ ในรัศมี ๑๐ กิโลเมตร ทั้ง ๔ ทิศ ดังที่กล่าวมาแล้วจึงมีผู้สันนิษฐานว่า ภูมิโปนคือเมืองลึกลับของอาณาจักร ที่สร้างไว้เพ่อการลี้ภัย หรืออาจเป็นเมืองสำรองของอาณาจักรโดยอาณาจักรหนึ่ง หรืออาจเป็นเมืองอิสระที่ปกครองโดยราชวงศ์ในสมัยโบราณ ซึ่งมีหลักฐานอื่นๆ หลายประการที่จะพิจารณาได้ว่าภูมิโปนมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมัยฟูนันเรื่อยมาจนถึงสมัยเจนละ

จากภาพถ่ายทางอากาศทำให้เห็นแผนผัง การจัดการระบบชลประทานของภูมิโปนอันมีลักษณะเป็นนครรัฐที่มีประชากรเป็นจำนวนมาก นับหมื่นคน โดยจัดระบบชลประทาน “ระเงีย-จอก” มีคันดินและช่องระบายน้ำทางด้านทิศตะวันตก ระบบชลประทาน “โนง” เป็นทำนบดินขนาดเขื่อนดินเล็กกว่า “ระเงียจอก” ยาวประมาณ ๘๐๐ เมตร อยู่ทางด้านทิศใต้ ระบบชลประทานลำห้วยเสนก็มีการทำ ทำนบกั้นลำห้วยเป็นระยะๆ เพื่อชักน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรและระบบชลประทาน “ทน็อลดัจ” สำหรับรับน้ำจากพนมดงรัก โดยมีการแบ่งช่องให้น้ำไหลไปทางทิศตะวันออก นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ปราสาทยังมีสระโบราณ มากมาย อายุเป็นพันปี ซึ่งการจัดการเรื่องแหล่งน้ำดังกล่าว เป็นอารยธรรมทางเศรษฐกิจของอาณาจักรฟูนัน สภาพการจัดการเรื่องแหล่งน้ำของชุมชนโบราณ ปราสาทภูมิโปน น่าทึ่งและน่าพิศวงมาก สอดคล้องกับคำกล่าวของโกร์สิเอร์ว่า “แรงงานที่ทุ่มให้กับระบบการทดน้ำน่าพิศวงและน่าทึ่งยิ่งเสียกว่าการก่อสร้างวิหารต่างๆ ซึ่งเมื่อเทียบส่วนกันแล้ววิหารเหล่านั้น เปรียบเสมือนที่บูชาเล็กๆ ที่ประดับอยู่บนยอดงานก่อสร้างที่มโหฬาร”

...ภูมิโปนเป็นแหล่งน่าอนุรักษ์และศึกษา มากที่สุด ปริศนาที่เกี่ยวข้องกับภูมิโปน... คำว่า

“ภูมิโปน เปร็ยก็อก กับสมโบร์ไพรกก”

“ห้วยเสน กับสตึงเสน”

“วัดเทพคีรีอุดม กับ คิรีศะหรือไศเลนทร”

“โคนนทิศิลาทราย กับ โคนินทิน (ในจารึก เขมร)”

 

[1] ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมวิทยาลัยครูสุรินทร์, สุรินทร์แหล่งอารยธรรมโบราณ, (สุรินทร์ : รุ่งธนเกียรติออฟเซ็ท, ๒๕๓๖), หน้า ๖๗-๖๙,