อปริหานิยธรรม : หลักการปกครองโดยบัญญัติและจารีต

APARIHANIYADHAMMA : THE PRINCIPAL OF
GOVERNANCE BY LEGISTATION AND TRADITION

 

พระครูปัญญาสุธรรมนิเทศก์

ม.มจร. วิทยาเขตสุรินทร์

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับการปกครองบ้านเมืองตามหลักอปริหานิยธรรม ในมุมมองที่เป็นทั้งบัญญัติและจารีต

อปริหานิยธรรม คือ หลักที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เจ้าแห่งแคว้นวัชชี ที่ปกครองโดยระบบสาธารณรัฐ บ้างเรียกธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง บัญญัติ หมายถึง สมมติที่บัญญัติขึ้นเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน จารีต หมายถึง แบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่กระทำสืบต่อกันมานาน มักถือเป็นกฎหรือระเบียบของสังคมที่เกี่ยวกับศีลธรรม ทั้งบัญญัติและจารีตปรากฏอยู่ในหลักอปริหานิยธรรม

ความตั้งอยู่ได้ของสังคมจำเป็นต้องมี ผู้ปกครอง หลักการปกครอง ที่เหมาะสมมีความเข้าใจให้ความสำคัญทั้งบัญญัติและจารีต เพราะเป็นหลักการที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

คำสำคัญ : อปริหานิยธรรม, บัญญัติ, จารีต

Abstract

The objective of this article is to provide knowledge regarding the governing of the country by Aparihaniyadhamma and how it is influenced by both legislation and tradition.

Aparihaniyadhamma is the principle of the governance which was taught to the authorities of the towns by the Lord Buddha. It means the Dhamma for being any degenerations. It was suitable for the communities or any authorities of the countries. Legislation Means the assumed regulation for all means of the same understanding. Tradition means the planned behavioral criteria handed down for such long period of time. This was usually the rules or the disciplines of the social concerning the Five Percepts. Both legislation and tradition were included in the Aparihaniyadhamma principle.

The sustainable society society needs the proper governers and the proper principle of governance which emphasize on both the legislation and the tradition since both of them were the principles for the unity and peaceful lives of the communities.

Keywords : Aparihaniyadhamma, Legislation, Tradition
บทนำ

รัฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีมโนทัศน์หลักในการศึกษาคือการเมือง แต่ความเข้าใจในการนิยามเรื่องการเมืองโดยทั่วไปกับผู้ศึกษาวิชารัฐศาสตร์จะมีความแตกต่างกัน โดยทั่วไปนั้นสิ่งที่เรียกว่าการเมืองมักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องกิจการของรัฐ, รัฐบาล, พรรคการเมือง หรือนักการเมืองเป็นหลัก แต่สำหรับผู้ศึกษาวิชารัฐศาสตร์จะมองการเมืองบนฐานของมโนทัศน์เรื่อง "อำนาจ" เป็นหลัก[1]

หนังสือความเข้าใจมโนทัศน์ "การเมือง" เบื้องต้น ของสตีเฟน เทนซีย์ ได้อธิบายถึงความเข้าใจแง่มุมของการเมือง ในแบบแคบว่าเป็นเรื่องกิจกรรมต่างๆ ของรัฐบาล อาทิ กฎหมาย นโบายสาธารณะ เป็นต้น และในแบบกว้างว่าเป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างมนุษย์ อาทิ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม เป็นต้น ในปัจจุบันวิชารัฐศาสตร์ได้รับอิทธิพลการอธิบายการเมืองจากทางความคิดจากแนวคิดหลังสมัยใหม่ ที่เชื่อว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของมนุษย์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ใดมีอำนาจที่นั่นมีการเมือง[2] หากจะกล่าวไปนี่คือความจริงที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำอีกในสังคมมนุษย์ผู้จะมีชีวิตอยู่รอดด้วยการพึ่งพาเท่านั้น พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ พึ่งพาผู้อื่น พึ่งพาตนเอง พึ่งพาซึ่งกันและกัน แต่ด้วยความจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติและความสามารถของทรัพยากรบุคคล การเชื่อมโยงของกลไกในการพึ่งพาจึงมีความซับซ้อนและทับซ้อนมากขึ้น ตามความจำกัดของทรัพยากรและการเติบโตที่เป็นไปตามยุคสมัยของส่วนต่างๆ ในสังคม อาทิ เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทำให้เกิดการขันแข่งแย่งชิง เกิดอหังการ มมังการ พะวงว่าตนเอง พรรคพวก ชุมชน ชาติ จะได้ ไม่ได้ รอด ไม่รอด อยู่ ไม่อยู่ ด้วยเหตุนี้โอกาสและความสามารถที่มีอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ในการกำหนดให้ผู้อื่นกระทำตามความตั้งใจของตนจึงเกิดขึ้น และจากยุคสมัยที่ผ่านมาสิ่งนี้ก็ได้ตอบคำถามตามโลกียะวิถีแล้วว่า ได้ รอด และยังอยู่ ดังนั้นไม่ว่ายุคใดสมัยใดเมื่อเกิดความแปรปรวนทางธรรมชาติก็ดี ตัวบุคคลก็ดี อำนาจจึงยังคงถูกยกขึ้นเป็นคำตอบมาตลอด

 

แนวคิดเกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรม

หลักอปริหานิยธรรม เป็นหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่เจ้าแห่งแคว้นวัชชี แคว้นที่ปกครองโดยระบบสาธารณรัฐ ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายบริหารและตุลาการได้รับการเลือกและได้รับความเห็นชอบจากสภาสมาชิกรัฐสภาวัชชี ตามคัมภีร์พุทธศาสนากล่าวว่า ประกอบด้วยกษัตริย์ลิจฉวี ๗,๗๐๗ พระองค์ เมื่อมองถึงบุคลากรในองค์กรบริหารแล้ว น่าจะเรียกระบบการปกครองนี้ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยมากกว่า เพราะอำนาจทางการเมืองอยู่ในมือของกษัตริย์เพียงกลุ่มเดียว สาเหตุที่จัดระบบการปกครองในลักษณะอย่างนี้ ก็คงเนื่องมาจากมีพระบรมวงศานุวงศ์ที่มีอำนาจอยู่หลายกลุ่ม การที่จะสถาปนาเพียงราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่งเป็นกษัตริย์คงทำให้กษัตริย์ไร้บัลลังก์อีกหลายพระองค์ ที่เหลืออาจจะคบคิดกันทำการแย่งชิงอำนาจ โดยไม่มีเวลาพัฒนาชาติ อย่ากระนั้นเลย เปิดโอกาสให้กษัตริย์ทุกพระองค์มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศร่วมกัน ก่อให้เกิดความสมดุลทางอำนาจขึ้นโดยอัตโนมัติ[3]

ในพระสูตรพระพุทธองค์ทรงแสดงหลักอปริหานิยธรรมตามการกราบบังคมทูลเชิญของเจ้าผู้ครองแคว้น ณ สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี เนื้อหาพระสูตรเป็นเรื่องราวที่วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตามพระราชโองการของพระเจ้าอชาตศัตรู เจ้าแห่งแคว้นที่ประสงค์จะยกทัพไปตีแคว้นวัชชี เมื่อไปถึงและได้กราบทูลต่อพระพุทธเจ้าถึงความประสงค์ของพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถามพระอานนท์ที่กำลังถวายงานพัดอยู่ในขณะนั้นถึงหลักอปริหานิยธรรมที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงแก่ชาววัชชีว่ายังถือปฏิบัติกันอยู่หรือไม่ อย่างไร พระอานนท์ได้ทูลตอบว่าชาววัชชีล้วนยังคงถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เป็นนิตย์ ทั้ง ๗ ประการ ไม่เสื่อมคลาย เมื่อพระอานนท์ทูลตอบแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับวัสสการพราหมณ์ว่าการปฏิบัติตามอปริหานิยธรรม ๗ ประการ ของชาววัชชีนี้เพียงใด ชาววัชชีก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น[4]

อปริหานิยธรรมของกษัตริย์วัชชีหรือวัชชีอปริหานิยธรรม (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว สำหรับหมู่ชนหรือผู้บริหารบ้านเมือง) ๗ ประการคือ

(๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ (๒) พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ ข้อนี้แปลอีกอย่างหนึ่งว่า พร้อมเพรียงกันลุกขึ้นป้องกันบ้านเมือง พร้อมเพรียงกันทำกิจทั้งหลาย (๓) ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้(อันขัดต่อหลักการเดิม) ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้(ตามหลักการเดิม) ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม (หลักการ) ตามที่วางไว้เดิม (๔) ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง (๕) บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ (๖) เคารพสักการบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่างๆ) ของวัชชี (ประจำชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป (๗) จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย (ในที่นี้กินความกว้าง หมายถึงบรรพชิตผู้ดำรงธรรมเป็นหลักใจของประชาชนทั่วไป) ตั้งใจว่า ขอพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังมิได้มา พึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก[5]

 

วิเคราะห์หลักธรรม

๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ การประชุมก็คือการได้มาถามไถ่ บอกเล่าความเป็นอยู่ในระหว่างคน ครัวเรือน หมู่บ้าน เมือง ที่หวังอยู่อย่างสงบร่มเย็นด้วยน้ำมิตรไมตรีระหว่างกัน ในที่นี้ท่านหมายถึงการประชุมกันด้วยจิตที่เป็นกุศลเพื่อจะได้รับทราบความเป็นไปในเรื่องราวต่างๆ คนทางนี้จะได้รู้ว่าคนทางโน้นเป็นอย่างไร ฝนฟ้าข้าวปลาอาหารดีอยู่หรือ? มีความไม่สงบทุกข์ร้อนจากภยันตรายภายนอกหรือเปล่า? พอจะช่วยเหลือกันได้บ้างอย่างไร? เพราะหากเราปรารถนาความสุขสงบ แต่ผู้อื่นยังยากเข็ญอยู่ก็คงเป็นเรื่องหวังได้ยาก

๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจพึงกระทำ อย่างไรเรียกว่า พร้อมเพรียงกัน อรรถกถาจารย์ท่านกล่าวว่า “แม้ขณะกำลังกินข้าวอยู่ได้ครึ่งจาน กำลังนุ่งห่ม ประดับตัวได้ครึ่งเดียว พอได้สดับเสียงกลองก็รีบมา”[6] พฤติกรรมอย่างนี้เรียกว่าพร้อมเพรียง เมื่อมาถึงแล้วก็ให้ประชุมพร้อมกัน เลิกพร้อมกัน ไม่ลุกออกไปก่อนโดยไม่มีเหตุอันควรข้อนี้ท่านผู้ผ่านชีวิตมาด้วยการประชุมๆๆ...  คงเข้าใจดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัญหาด้านจิตใจและผลเสียแก่การงาน จากการไม่ยึดถือตามคำ พร้อมเพรียง ไม่ว่าจะกับผู้เลิกหลังหรือเลิกก่อน แม้โดยวาจาจะกล่าวปลอบตัวให้แยกงานกับส่วนตัว แต่จะมีกี่คนที่ทำได้ การเลิกก่อนนั้นก็ใช่ว่าจะมีผลดีอย่างน้อยหากยังไม่บรรลุญาณวิเศษก็ไม่มีทางทราบได้เลยว่า เมื่อออกมาแล้วในที่ประชุมเขากล่าวอะไรกัน อีกอย่างในใจก็จะร่ำร้องเป็นทุกข์จากการกระทำของตัวที่ก้าวขาออกมาก่อนเวลาอันควร และผลร้ายที่ตามมาก็คือ สามัคคีแตก สิ่งที่จะเหลือและงอกงามก็คือความเสื่อมในที่สุด

๓. ไม่ถืออำเภอใจบัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่ได้บัญญัติ อะไรคือสิ่งที่ได้บัญญัติไว้ สิ่งที่ได้บัญญัติไว้ก็คือสิ่งที่ได้สมมติกันไว้ก่อน “สมมตินั้นคือความที่รับรู้ร่วมกัน มาจากคำว่า สัง ที่แปลว่าร่วมกัน กับ มะติ ที่แปลว่ามติหรือความรับรู้ รวมกันเป็น สมมติ คือรู้ร่วมกัน รับรู้ร่วมกัน และคำว่ามตินี้ภาษาไทยก็นำเอามาใช้ถึงการที่แสดงการรับรองร่วมกัน ในทางรับก็ตาม ในทางปฏิเสธก็ตาม เมื่อเป็นมติ ดั่งที่เรียกว่ามติที่ประชุม”[7] มิใช่การถือเอาอำเภอใจของตัวหรืออิทธิพลภายนอก เช่น ละ ล้ม ล้าง ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือข้อที่ได้สมมติกันมาแต่ก่อน ด้วยอ่อนให้แก่อำนาจหรือความอยากบางประการ พิจารณาโดยบัญญัติที่พระพุทธองค์ท่านทรงวางไว้ เช่น ศีลบัญญัติ เป็นต้นว่าภิกษุต้องถือศีล ๒๒๗ ข้อ หากภิกษุรูปใดเห็นว่าไม่พอ ขอพิเศษ ๓๑๑ ข้อ อย่างภิกษุณี ต่อเติมตามอำเภอใจ คงนับได้ว่าท่านเป็นหนึ่งในผู้หวังความเสื่อมให้แก่ตัว หรือฆราวาสเมื่อคราวใคร่ในศีลในธรรมต้องการที่จะถือปฏิบัติ(แท้จริงควรถือปฏิบัติโดยตลอด) โดยอาจหวังหรือไม่หวังอานิสงส์อย่างใดก็ตามแต่ ผู้ถือเบญจศีลจะบอกว่า ข้าพเจ้าขอรับแค่สี่ข้อ ข้อห้าเผื่อไว้เย็นนี้ตั้งวงกับสหายอย่างนี้เราก็คงได้แต่รอความเจริญเหมือนรอพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตก

๔. ให้ความเคารพนับถือ เห็นถ้อยคำเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง ของท่านผู้เป็นใหญ่ในนั้น ท่านผู้ใหญ่ในที่นี้ หมายถึง ผู้อาวุโสในด้านต่างๆ ถ้าเป็นภิกษุก็หมายถึง ภิกษุผู้เป็นเถระ ได้แก่ผู้ถึงภาวะความมั่นคง คือประกอบด้วยคุณเครื่องกระทำความเป็นเถระ ผ่านโลกมามาก ผู้รัตตัญญู เหตุใดเราจึงควรให้ความเคารพนับถือรับฟังถ้อยคำจากผู้หลักผู้ใหญ่ เราคงไม่ปฏิเสธความสำคัญของประวัติศาสตร์ที่ทำให้รู้ที่มากระมัง และเมื่ออีกความหมายหนึ่งของประวัติศาสตร์ แปลว่า เหตุการณ์ที่เป็นมา พิจารณาโดยความเป็นจริง สิ่งใดที่ล่วงพ้นมาแม้ผ่านปัจจุบันไปเพียงเสี้ยววินาทีก็ถือว่าเป็นอดีต ดังนั้นคำว่าประวัติศาสตร์ย่อมแปลเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากอดีต เมื่อวันนี้เราตอบรับความสำคัญของประวัติศาสตร์ถึงขนาดพร้อมจะแลกเลือดแลกเนื้อ ทำนองเดียวกัน คำว่าผู้ใหญ่ ผู้อาวุโส(ประวัติศาสตร์ของเรา) คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะละเลยไม่ให้ความสำคัญ เราในปัจจุบันที่ได้มาระบายอัสสาสะปัสสาสะอยู่ทุกวัน ก็ด้วยท่านเหล่านั้นเป็นผู้ถากถางทั้งสิ้นเอาแค่ใกล้ๆ ยังไม่มองย้อนถึงผู้มีพระคุณเมื่อร้อยปีพันปี ถึงขนาดต้องตีความศิลาจารึก วันนี้เรามีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระภิกษุผู้เป็นเถระ มหาเถระ ครูบาอาจารย์ ปู่ย่าตายาย บิดามารดา ผู้บุพการี ประวัติศาสตร์มีชีวิต การได้เข้าไปทำความเคารพกระทำสักการะตามธรรมเนียมปฏิบัติ ถามไถ่พูดคุย โอวาทที่ท่านให้ เหล่านี้ หากเคารพรับฟัง นำมาปฏิบัติ ความเจริญย่อมมาเยือนชีวิตเราอย่างมิต้องสงสัย

๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลายมิให้อยู่อย่างถูกข่มเหงรังแก หมายความว่าในครอบครัวใด บ้านเมืองใด หากมุ่งหมายจะเดินทางไปสู่ความเจริญ สิ่งหนึ่งที่พึงกระทำคือ ป้องกันรักษามิให้เด็กและสตรีต้องถูกข่มเหงรังแก จะเห็นว่าพระพุทธองค์ท่านทรงให้ความสำคัญในเรื่องความเท่าเทียมและแตกต่างระหว่างวัย เพศ มาแต่แรกแล้ว คิดดูก็ยังคิดไม่ออกว่าจะมีอะไรตั้งอยู่ได้โดยลำพัง อยู่ได้นั้นยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่จะหวังความเจริญ ความสำเร็จก้าวหน้า ตามประสงค์ในธรรมหมวดนี้แบบไม่พึ่งใครเลยนั้นน่าจะมีแต่ยอดมนุษย์ในภาพยนตร์เท่านั้น พ่อบ้านก็ต้องพึ่งแม่บ้าน ลูกบ้าน และหากต้องการให้ทรงอยู่เจริญต่อไปภายภาคหน้ามีตัวตายตัวแทนก็เห็นมีแต่ เด็ก เยาวชน เท่านั้นที่สามารถเจริญเติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ได้อยู่พวกเดียว ส่วนเหล่าผู้ใหญ่ที่โตเต็มที่ตามธรรมชาติก็มีแต่จะเฒ่าชรา หนังหย่อน ฟันหลอ ผมขาว ร่วงโรยลงไป แล้วก็ตายในที่สุด เมื่อเห็นสัจธรรมของการโตการตายแล้ว หากครอบครัวใด บ้านเมืองใด มีที่หมายของปลายทางคือความเจริญแล้ว ก็เป็นการควรอย่างยิ่งที่จะขวนขวายป้องกันรักษามิให้มีการข่มเหงรังแกเด็กและสตรี

๖. เคารพสักการบูชาเจดีย์ของวัชชี ทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยการทำธรรมิกพลี ธรรม ข้อนี้เชื่อมโยงได้กับการให้ความเคารพเชื่อฟังคำพูดของผู้ใหญ่ แต่ท่านมุ่งกล่าวถึงสิ่งอันเป็นวัตถุและพิธีกรรม มีที่ควรพิจารณาคือคราวที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่เจ้าลิจฉวีนั้น พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “พวกเจ้าวัชชีพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ในแคว้นวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมืองและนอกเมือง และไม่ละเลยบูชาอันชอบธรรมที่เคยให้ เคยกระทำต่อเจดีย์เหล่านั้นให้เสื่อมสูญไป” จะเห็นได้ว่าข้อความจากพระไตรปิฏก พระพุทธองค์มิได้บอกว่าให้เจ้าวัชชีไปทำความเคารพสักการบูชาเจดีย์ผู้อื่นเลย เอาแค่ญาติพี่น้องตัวที่เคยได้กระทำมาเท่านั้น จะเป็นที่ตั้งอยู่นอกเมืองหรือในเมืองก็ตาม อย่างพวกเราพุทธศาสนิกชนก็มิให้แสวงหาบุญอื่นนอกเขตพระพุทธศาสนา ถึงคราวเหมาะควรแก่การบูชา จะด้วยอามิสบูชาหรือปฏิบัติบูชา ก็ให้กระทำตามกาล เพียงเท่านั้นก็หวังความเจริญในข้อนี้ได้แล้ว

๗. จัดให้ความอารักขาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแด่พระอรหันต์ ตั้งใจให้ท่านที่ยังมิได้มาพึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่โดยผาสุก หลายท่านเป็นกังวลถึงกับตั้งคำถามพูดคุยกันว่าในโลกนี้สิ้นพระอรหันต์ไปแล้วหรือยัง? บางท่านว่ายัง บางท่านว่าหมดแล้ว คุยกันไปคุยกันมาถึงขนาดมีความคิดจะสร้างเครื่องมือวัดความเป็นพระอรหันต์ ฟังดูยังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้ แต่ที่พอทำให้เข้าใจคือกถาวาทีข้อนี้คงจะถกกันไปเรื่อยไม่แน่อาจจนถึงวันตายของผู้ถกเอง เพราะยังไม่เคยได้ยินว่าใครเกิดมาแล้วจะไม่ตาย จากปัญหาที่ยกมาเผื่อว่าถ้าไม่ปรากฏว่ามีพระอรหันต์ในโลกนี้แล้ว เราท่านผู้หวังความเจริญจะเบาลงจากข้อปฏิบัติไปหนึ่งข้อ แต่เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่อาจสรุปได้ว่าพระอรหันต์นั้นยังมีอยู่หรือไม่ พระพรหมคุณาภรณ์ท่านก็ได้ให้ความหมายอันพอทำให้ท่านผู้กำลังถกปัญหาหยุดนิ่งนึก สงบปากได้ในระดับหนึ่งว่า พระอรหันต์หมายถึงบรรพชิตที่เป็นหลักใจของประชาชน[8] ภารธุระในอปริหานิยธรรมข้อสุดท้ายเราท่านจึงยังไม่มีสิทธิจะโดยตรงหรือโดยปริยายที่จะเลิกปฏิบัติ เช่นดังที่ผู้หวังความเจริญทั้งหลายเขามิเลิกกัน ส่วนบ้านเมืองใดที่มิได้จัดให้ความอารักขาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแก่พระอรหันต์หรือผู้เป็นหลักใจของประชาชน ไม่ตั้งใจให้ท่านที่ยังมิได้มาพึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วต้องอยู่ด้วยความระทมทุกข์ เห็นทีว่าบ้านเมืองนั้นคงไม่ต่างจากผู้มีปฏิปทาไปสู่ความล่มสลาย เพราะการดำรงอยู่ของบรรพชิตนั้นเป็นการบ่งบอกถึงความเจริญถึงขั้นขีดสุดของสังคม ยิ่งสังคมสงฆ์สามารถธำรงอยู่ได้โดยปกติสุขเท่าใด นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่าสังคมนั้นมีความเจริญสูงตามไปด้วยเท่านั้น เนื่องจากโดยธรรมชาติที่จะอำนวยให้บรรพชิตสามารถดำรงชีพได้ตามควรแก่สมณภาวะนั้น จำเป็นต้องอาศัยความบริบูรณ์ของทุกบริบทในสังคม ที่สูงกว่านั้นนอกจากความเจริญด้านรูปธรรมความเป็นอยู่แล้ว คุณธรรม จริยธรรม ที่เรามักมองไม่ค่อยออกว่าจะวัดกันที่ใด หากวัดได้ก็ได้เพียงระดับหนึ่ง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง พอเลิกก็เลิกไม่มีใครตามไปดูกันถึงก้นครัว ความอยู่ได้อยู่ไม่ได้ของบรรพชิตนี่แหละที่จะเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นว่าจิตใจของผู้คนในสังคมมีความเจริญเหมือนดั่งตัวเลขคราวครบไตรมาส ตึกรามสูงสวย แสงไฟประดับยามราตรีมีงาน น้ำคำโฆษณาของผู้หาคะแนนเสียงหรือไม่ แต่ถ้าเมื่อใดที่สังคมสงฆ์อยู่ไม่ได้ เราก็มั่นใจได้เช่นเดียวกันว่าความเสื่อมถอยของบ้านเมืองย่อมมาเยือนดั่งความมืดเข้าคลุมเมื่ออาทิตย์ลาขอบฟ้า เมื่อใดที่พระผู้กล่าวว่าเป็นอริยะพ้นภาวะปุถุชน เปลี่ยนใจกระโจนลงในกระแสของมนุษยโลกโลกียกิจ เมื่อใดที่ผู้ปรารถนาปฏิบัติธรรมต้องล่าถอยจากถิ่นเพื่อแสวงหาสถานที่อันเหมาะสม บัดนั้นเราคงไม่เหลือพระหรือคัมภีร์มาบอกกล่าวเปิดสะกดคำว่า อปริหานิยธรรม เพื่อหวังหนทางสู่ความเจริญกันเยี่ยงนี้อย่างแน่นอน

 

บัญญัติ จารีต

บัญญัติ คือ สิ่งที่มนุษย์บัญญัติขึ้น เพื่อสื่อสารให้เข้าใจความหมายซึ่งกันและกัน เช่น ชื่อ นายมี นางมา สีเขียว สีแดง ทิศเหนือ ทิศใต้ วันจันทร์ วันอังคาร เดือน ๘ เดือน ๑๐ ปีชวด ปีฉลู เวลาเช้า เวลาเย็น เวลา ๒๔.๐๐ น. พลเอก อธิบดี รัฐมนตรี เหรียญ ๕๐ สตางค์ ธนบัตร ๑๐๐ บาท ระยะทาง ๑ กิโลเมตร น้ำหนัก ๑ กิโลกรัม เนื้อที่ ๑ ไร่ ล้วนเป็นสิ่งสมมุติทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ท่านเรียกว่า บัญญัติธรรม หรือ สมมุติบัญญัติ แม้แต่ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หนังสือ ปากกา นาฬิกา บ้าน โต๊ะ เก้าอี้ แก้วน้ำ ช้อน ชาม พัดลม วิทยุ เกวียน เรือ รถยนต์ คน และสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ก็จัดเป็นบัญญัติเช่นกัน[9]

ในทางปกครองบัญญัติได้ถูกนำมาใช้ในรูปของกฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปในทางเดียวกัน ตัวอย่าง สังคมของหมู่ภิกษุสงฆ์ พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติพระวินัย(สิกขาบท) เป็นกฎข้อบังคับสำหรับพระสาวกได้ปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงปรารภหรือประโยชน์ที่ทรงประสงค์ ในการทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสงฆ์สาวกเพื่อ

๑. ว่าด้วยประโยชน์แก่สงฆ์หรือส่วนรวม สงฺฆสุฏฺฐุตาย (เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ คือ เพื่อความเรียบร้อยดีงามแห่งสงฆ์ ซึ่งได้ทรงชี้แจงให้มองเห็นคุณโทษแห่งความประพฤตินั้นๆ ชัดเจนแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทขึ้นไว้โดยความเห็นร่วมกัน) สงฺฆผาสุตาย (เพื่อความผาสุกแห่งสงฆ์)

๒. ว่าด้วยประโยชน์แก่บุคคล ทุมฺมงฺกูนํ ปุคฺคลานํ นิคฺคหาย (เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก คือ เพื่อกำราบคนผู้ด้าน ประพฤติทราม) เปสลานํ ภิกฺขูนํ ผาสุวิหาราย (เพื่อความอยู่ผาสุกแห่งเหล่าภิกษุผู้มีศีลดีงาม)

๓. ว่าด้วยประโยชน์แก่ความบริสุทธิ์ หรือแก่ชีวิต ทั้งทางกายและทางใจ ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย (เพื่อปิดกั้นอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในปัจจุบัน คือ เพื่อระงับปิดทางความเสื่อมเสีย ความทุกข์ ความเดือดร้อน ที่จะมีในปัจจุบัน) สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตาย (เพื่อบำบัดอาสวะทั้งหลายอันจะบังเกิดในอนาคต คือ เพื่อแก้ไขมิให้เกิดความเสื่อมเสีย ความทุกข์ความเดือดร้อน ที่จะมีมาในภายหน้าหรือภพหน้า)

๔. ว่าด้วยประโยชน์แก่ประชาชน อปฺปสนฺนานํ ปสาทาย (เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส) ปสนฺนานํ ภิยฺโย ภาวาย (เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว)

๕. ว่าด้วยประโยชน์แก่พระศาสนา สทฺธมฺมฏฺฐิติยา (เพื่อความตั้งมั่นแห่งสัทธรรม) วินยานุคฺคหาย (เพื่ออนุเคราะห์วินัย คือ ทำให้มีบทบัญญัติสำหรับใช้เป็นหลักเกณฑ์จัดระเบียบของหมู่ สนับสนุนความมีวินัยให้หนักแน่นมั่นคงยิ่งขึ้น)[10]

นอกจากนี้ยังมีบัญญัติในลักษณะอื่นๆ อาทิ หลักการตามอปริหานิยธรรมที่หมายถึง หลักการที่ผู้มีอำนาจปกครองพึงยึดถือประพฤติปฏิบัติ นำไปใช้ในการปกครอง ซึ่งอาจจะใช้สำหรับเนื้อหาหรือเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ควบคุมความประพฤติรวมถึงกำหนดสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ของประชาชน เช่น กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สำหรับควบคุมความประพฤติของผู้ใช้อำนาจ ผู้ปกครอง หรือประชาชนเองก็ดีให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น หลักในอปริหานิยธรรมข้อที่ ๓ ไม่ถืออำเภอใจบัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้  ไม่ล้มล้างสิ่งที่ได้บัญญัติ เป็นต้น

จารีต นั้น เป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่า จาริตฺต (อ่านว่า จา-ริด-ตะ) แปลว่า ความประพฤติที่ดีงาม. จารีต หมายถึง แบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่กระทำสืบต่อกันมาช้านาน มักถือเป็นกฎหรือระเบียบของสังคมที่เกี่ยวกับศีลธรรม. ใครไม่ทำตามจารีตจะถือว่าเป็นคนชั่ว ถูกสังคมลงโทษรุนแรง และไม่อาจจะอยู่ร่วมในสังคมนั้นได้ เช่น การที่ลูกด่าทอหรือทำร้ายพ่อแม่ถือเป็นการกระทำที่ผิดจารีต. การเปลือยกายในที่สาธารณะ เป็นสิ่งที่ผิดจารีตของสังคมไทย. ในบางสังคมถือว่าหากมีคนทำผิดจารีต ไม่เพียงแต่ผู้กระทำผิดเท่านั้นจะถูกลงโทษ แต่คนในสังคมทั้งสังคมอาจได้รับโทษด้วย เช่น การที่มีคนทำผิดจารีตอาจทำให้เกิดภาวะฝนแล้ง หรือเกิดอันตรายจากภัยพิบัติอื่น ๆ ได้[11]

ตามประวัติศาสตร์จารีตถูกใช้บังคับเป็นกฎหมายตั้งแต่แรก ก่อนที่สังคมจะรวมเป็นรัฐและมีตัวอักษรใช้ จารีตประเพณีเป็นหลักที่สำคัญยิ่ง กฎหมายลายลักษณ์อักษรพึ่งมีการบัญญัติมาในภายหลัง บางประเทศมีการบันทึกจารีตประเพณีเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร เพื่อประโยชน์ในการสืบทอดและขจัดข้อสงสัย

อย่างไรก็ดีแม้ปัจจุบันหลักการบัญญัติจะมีความสำคัญที่สุดแต่ก็จะขาดจารีตไม่ได้ เพราะระบอบใดๆ ก็ตามจะมีแต่การบัญญัติล้วนๆ โดยไม่มีจารีตเลยไม่ได้ เนื่องจากแม้การบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรจะพยายามบัญญัติให้กว้างขวางเพียงใดก็ตาม ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถคลอบคลุมเนื้อหาได้ทุกเรื่อง จึงยังคงต้องอาศัยจารีตเป็นบทประกอบให้สมบูรณ์ด้วยอยู่เสมอ

จารีตแม้ไม่ได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ประชาชนก็รู้สึกกันทั่วไปว่าเป็นข้อบังคับเป็นหลักประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตในสังคม เสมือนหนึ่งการบัญญัติในรูปลักษณะเดียวกันตลอดมา ตัวอย่าง การเคารพสักการบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่างๆ) ของวัชชี (ประจำชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป กล่าวคือ แม้การสักการบูชานั้นจะมิได้บัญญัติเป็นข้อบังคับ หรือกฎหมาย แต่ประชาชนก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ หากละเลยมิกระทำแล้วจะถูกตำหนิ ติเตียน ทั้งจากผู้อื่นและจากตนเอง มีเหตุไม่เป็นมงคลทำให้ชีวิตต้องเป็นไปประการหนึ่งประการใด

นอกจากนี้ยังมีความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับจารีตที่จะนำไปบังคับใช้ในการปกครองในทางเดียวกันด้วยว่า

  • กฎหมายจารีตประเพณีใช้บังคับได้ เพราะราษฎรมีเจตจำนงที่จะให้ใช้ ความเห็นนี้ย่อมใช้ได้และมีเหตุผลสนับสนุนในเฉพาะประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าเจตจำนงของราษฎรที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเท่านั้น กล่าวคือราษฎรมีเจตจำนงให้ใช้ข้อบังคับใดเป็นกฎหมาย ข้อบังคับนั้นก็ใช้เป็นกฎหมายได้ในฐานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณี
  • กฎหมายจารีตประเพณีใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เพราะผู้มีอำนาจบัญญัติกฎหมายยอมรับกฎหมายจารีตประเพณีโดยดุษณีภาพ ความเห็นนี้ย่อมใช้ได้สำหรับรัฐที่มีระบอบการปกครองทุกระบอบ กล่าวคือในรัฐที่มีระบอบการปกครองในรัฐที่มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์ กฎหมายจารีตประเพณีย่อมใช้ได้เพราะพระมหากษัตริย์ทรงยอมให้ใช้เป็นกฎหมาย ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย กฎหมายจารีตประเพณีย่อมใช้เป็นกฎหมายได้เพราะรัฐสภาและประมุขแห่งรัฐยอมให้ใช้กฎหมายจารีตประเพณีเป็นกฎหมายได้

๓. กฎหมายจารีตประเพณีใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เพราะราษฎรได้มีความเห็นจริงว่าข้อบังคับนั้นๆ เป็นกฎหมาย ทั้งนี้คือว่าการที่ได้ใช้ข้อบังคับนั้นเป็นกฎหมายเป็นเวลานานนั้นเป็นแต่เพียงข้อพิสูจน์ว่า ได้เกิดมีความจริงของราษฎรว่าข้อบังคับนั้นเป็นกฎหมายเท่านั้น ความสำคัญอยู่ที่ความเห็นจริงของราษฎร ความเห็นอันนี้ย่อมใช้ได้ และมีเหตุผลสนับสนุนเฉพาะในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลายเท่านั้น

๔. กฎหมายจารีตประเพณีใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เพราะได้มีการใช้กฎหมายจารีตเป็นกฎหมายจริงๆ ในประเทศในรูปลักษณะเดียวกัน และต่อเนื่องกันมาช้านาน ความเห็นนี้ใช้ได้และมีเหตุผลสนับสนุน สำหรับรัฐที่มีการปกครองทุกระบอบเพราะจะเป็นรัฐที่มีการปกครองระบอบใดก็ตาม ถ้าใช้กฎหมายจารีตประเพณีเป็นกฎหมายจริงๆ ในรูปลักษณะเดียวกันและต่อเนื่องกันมาช้านานแล้ว กฎหมายจารีตประเพณีนั้นก็ใช้บังคับได้[12]

ตารางแสดงข้อบัญญัติและจารีตในหลักอปริหานิยธรรม

ข้อบัญญัติ

ข้อจารีต

๑.    หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์

๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอันควรรับฟัง

๒.    พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ

๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ

๓.    ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม ตามที่วางไว้เดิม

๖. เคารพสักการะบูชาเจดีย์ (ปูชนียสถานและปูชนียวัตถุ ตลอดถึงอนุสาวรีย์ต่างๆ) ของวัชชี (ประจำชาติ) ทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคยทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป

๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลาย ให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหง หรือฉุดคร่าขืนใจ

 ๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย

๗. จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม แก่พระอรหันต์ทั้งหลาย

 

 

สรุป

หลักอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการที่พระพุทธเจ้าได้แสดงแก่เจ้าแห่งแคว้นวัชชีนั้น เมื่อพิจารณาจะเห็นว่ามีทั้งข้อที่เป็นบัญญัติและข้อที่เป็นจารีตและข้อที่เป็นทั้งบัญญัติทั้งจารีต คือข้อที่ ๑, ๒, และ ๓  นั้นเป็นบัญญัติ ส่วนข้อที่ ๔ กับ ๖ เป็นจารีต และข้อที่ ๕ กับ ๗ อาจเป็นได้ทั้งบัญญัติทั้งจารีต จึงพิจารณาได้ว่าพระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับหลักในการปกครองทั้งส่วนที่เป็นบัญญัติและจารีต แม้จะทรงให้หลักที่เป็นบัญญัติแก่เจ้าวัชชีแต่ก็มิให้ละจารีตที่มีมาแต่เดิม เมื่อพิจารณาประกอบการปกครองของแคว้นวัชชีในขณะนั้น ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบสาธารณรัฐ มองได้ว่าการใช้อำนาจในการปกครองตามระบอบดังกล่าว ด้วยการยึดถือบัญญัติเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจจารีตหรือยึดจารีตโดยไม่สนใจบัญญัตินั้นไม่อาจที่ร้อยรวมสังคมให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ผู้ปกครองจะได้รับอำนาจมากมายสักเพียงใดหากไม่ใส่ใจจารีตของประชาชน ของผู้ใต้ปกครอง สุดท้ายอำนาจอาจต้องกลับคืนสู่ที่มา หรือหากผู้มีอำนาจฝักใฝ่ลุ่มหลงอยู่แต่ในจารีตของตนมิยึดถือปฏิบัติตามบัญญัติที่มีมติวางไว้เพื่อการประพฤติปฏิบัติในแนวทางที่ตกลงกัน นั้นก็หวังความเสื่อมของบ้านเมืองที่เป็นผลจากการใช้อำนาจของผู้ปกครองได้เช่นกัน

ด้วยว่าในสังคมหนึ่งๆ ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลต่างๆ ที่มีความเชื่อ แนวคิด อุปนิสัย ทัศนคติและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน มารวมกันอยู่ภายในอาณาเขตเดียวกัน จึงทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหาการปกครองที่เหมาะสมมาใช้ในสังคม เพื่อให้สังคมนั้นๆ ดำเนินไปได้ด้วยดี คือมีความสงบเรียบร้อย มีความยุติธรรม มีความสามัคคี ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดีของสังคม หากสังคมที่มีความแตกต่างกันอย่างหลากหลาย ไม่มีการนำการปกครองที่เหมาะสมมาใช้แล้ว ก็อาจทำให้สังคมนั้นประสบกับความสับสนยุ่งเหยิงเกิดความแตกแยก แย่งชิงผลประโยชน์ตามมา อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังที่เห็นได้ในสังคมต่างๆ ในปัจจุบันนี้ การปกครองที่เหมาะสมจึงเป็นที่ต้องการของทุกๆ สังคม เพราะถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งเสถียรภาพทางสังคมและพาสังคมไปสู่ความเจริญก้าวหน้า[13] ด้วยเหตุนี้หลักการปกครองที่ยึดบัญญัติแต่ไม่ละจารีตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องยึดถืออย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นหลักการที่จะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก

 

[1] จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, รัฐศาสตร์. แหล่งที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/รัฐศาสตร์ [๙ ก.พ.๒๕๕๙]

[2] Stephen D. Tansey. Politics : the basic.(3rd Edition). London : Routledge, 2004, p.1-3.

[3] เสถียร ทั่งทองมะดัน, รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. แหล่งที่มา : http://nkr.mcu.ac.th/e-book/index.php/13-books/wichakarn/95-รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ [๙ ก.พ.๒๕๕๙].

[4] ดูรายละเอียดใน องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๐/๑๕๓-๑๕๘

[5] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๒๑๑-๒๑๒.

[6] ดูรายละเอียดใน วัชชีวรรคที่ ๓ อรรถกถาสารัททสูตรที่ ๑, อรรถกถา.  แหล่งที่มา : http://www.84000.org/ tipitaka/attha/ [๙ ก.พ.๒๕๕๙].

[7] สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน). สมมติบัญญัติ. แหล่งที่มา :  www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-214.htm [๙ ก.พ.๒๕๕๙].

 [8] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๒๑๒.

[9] วิศิษฐ์ ชัยสุวรรณ, สาระน่ารู้เกี่ยวกับพระอภิธรรม, (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, มปป), หน้า ๑๕.

[10] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๒๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด, ๒๕๕๗), หน้า ๓๒๗-๓๒๘.

[11] สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, จารีต. แหล่งที่มา : http://www.royin.go.th/?knowledges=จารีต [๙ ก.พ.๒๕๕๙].

[12] วิณัฏฐา แสงสุข, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, พ.ศ.๒๕๔๙), หน้า ๓๙-๔๑.

[13] เสถียร ทั่งทองมะดัน, รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์. แหล่งที่มา : http://nkr.mcu.ac.th/e-book/index.php/13-books/wichakarn/95-รัฐศาสตร์ตามแนวพุทธศาสตร์ [๙ ก.พ.๒๕๕๙].

 

**************
ตีพิมพ์ครั้งแรกในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ ๓ ระดับนานาชาติครั้งที่ ๑
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น
วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙