ภาพจาก khaosod.co.th

ปิยะกถา[1][2]

นโม ตสฺส ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส  นโม ตสฺส //
ภควโต  อรหโต  สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส //  นโม ตสฺส ภควโต //  อรหโต  สมฺมา // สมฺพุทฺธสฺส //


อตฺตานญฺเจ  ปิยํ  ชญฺา           รกฺเขยฺย  นํ  สุรกฺขิตํ
ติณฺณํ  อญฺตรํ  ยามํ               ปฏิชคฺเคยฺย  ปณฺฑิโตติ

บัดนี้ จักแสดงพระธรรมเทศนา ในปิยกถา ฉลองศรัทธาประดับปัญญาบารมี อนุรูปแก่จริยาอันบรรดาพสกนิกรชาวจังหวัดสุรินทร์ ประกอบด้วยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธาน อีกทั้งข้าราชการฝ่ายทหาร  ตุลาการ  และประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมสมานฉันท์บำเพ็ญ ณ บัดนี้ เพื่ออุทิศส่วนวิปากราศี ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเสด็จสวรรคต สู่สวรรคาลัย แลจักได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพต่อจากนี้ไปนั้น

อันเป็นโอกาสอันจะพึงกระทำได้ ทั้งนี้สำเร็จได้ด้วยคุณสมบัติ คือ กตญฺญุตา-กตเวทิตา ความรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร ซึ่งได้มีแก่ตน โดยปริยายคือโดยอ้อมบ้าง โดยนิปฺปริยายคือโดยตรงบ้าง ที่ส่อว่าเป็นส่วนอันรู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณนี้ เรียกว่ากตญฺญุตา คือความรู้พระมหากรุณาธิคุณ แต่นั้นจึงได้พร้อมใจกันบำเพ็ญกุศลพิธีโดยนานาประการ ตามลัทธิสมัยฝ่ายพระพุทธศาสนาที่ทราบ แลที่นับถืออยู่ อันเป็นส่วนตอบแทนนี้ เรียกกตเวทิตา คือความสนองพระมหากรุณาธิคุณ คุณสมบัติ ๒ ประเภทนี้ ย่อมเป็นกุศลราศีบุญโกฏฐาส อันอาจอำนวยให้ผู้ปฏิบัติได้ประสพสุขสวัสดิ์ แลเกียรติคุณตามส่วนแห่งปฏิปทา ดังมีพระพุทธภาษิตโถมนาการ  ยกย่องไว้ในพระบาลีประเทศหลายสถาน เช่น ทรงสรรเสริญ โดยอาทิว่า เป็นสุนทรมงคล เหตุเครื่องถึงความไพบูลมนุญผล แลความเจริญอย่างสูงสุดบ้าง ว่าเป็นจักกรัตน์ กล่าวคือเป็นล้อแก้ว อันอาจนำให้ประสพสุขานุสุขบ้าง ว่าเป็นสัปปุริสธรรม กล่าวคือเป็นธรรมะสำหรับสนับสนุนบุคคลให้เป็นสัปปุรุษคือคนดีบ้าง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร พระองค์นั้น ทรงเป็นพระมหาอัจฉริยะกษัตริย์ที่สง่างามแห่งระบบกษัตริย์ในสากล ทรงเป็นพระมหาบุรุษ เป็นมิ่งขวัญที่คนไทยภาคภูมิใจ มีพระเกียรติศัพท์ พระเกียรติยศปรากฏเกรียงไกรไปทุกทิศ เป็นที่ยอมรับในพระอัจฉริยภาพทุกด้านที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สังคมมนุษย์ เพื่อความสุขสูงสุดแห่งมหาชนชาวสยาม แม้ชาวต่างชาติที่มิเคยมาประเทศไทย ก็รู้ประจักษ์ชัดถึงพระเกียรติคุณที่ขจรขจายไปถึง ตลอดเวลาซึ่งเสด็จครองราชย์กว่า ๗๐ ปีนั้น ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัย บำเพ็ญพระราชคุณูปการอย่างใหญ่หลวง แก่ปวงชนชาวไทยทุกหนแห่ง เสด็จพระราชดำเนินไปทรงงาน เสด็จไปประทับติดตามงาน ณ ถิ่นต่าง ๆ มาโดยตลอดพระชนม์ โครงการพัฒนาประเทศในรูปแบบต่างๆ ได้หลั่งไหลออกมาโดยเป็นพระราชดำรัสและพระราชดำริ อันแหลมคมลุ่มลึก มิได้หยุดยั้ง มากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ที่สำคัญคือโครงการที่เกี่ยวกับที่ดิน น้ำ อากาศและป่าไม้ อันเป็นเครื่องอาศัยเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ทรงทุ่มเท พัฒนาเป็นรูปแบบ และเห็นผลประจักษ์ สามารถอำนวยประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง พระราชกรณียะกิจเกี่ยวกับการพัฒนาที่เรียกว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั่นเอง ที่เป็นที่มาของความมั่นคงของชาติ และความสงบสุขของสังคมไทย ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต  ได้เสด็จติดตามโครงการต่างๆ ด้วยพระองค์เอง โดยไม่ทรงย่อท้อ เสด็จไปทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎร ทรงเห็นถิ่นนั้นขาดแคลนอะไร ควรมีอะไร และควรเป็นอย่างไร ก็ทรงมีพระราชดำริคิดโครงการขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในที่ถิ่นนั้นๆ เมื่อทรงเห็นปวงประชามีข้อบกพร่องต้องแก้ไข มีความหย่อนยานในเรื่องใด ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรจึงจะเหมาะสม หรือควรจะปฏิบัติอย่างไรจึงจะอยู่เป็นสุข อยู่อย่างปลอดภัยมั่นคง ก็พระราชทานพระราชดำรัสในทางปฏิบัติโดยเป็นพระบรมราโชวาทบ้าง ในรูปของพระราชกระแสรับสั่งบ้าง ซึ่งพระราชดำรัสนั้นล้วนเป็นธรรม ล้วนเป็นไปตามหลักธรรม และสามารถปฏิบัติตามให้เกิดผลจริงได้ทุกประการ เพื่อให้เห็นพระราชดำรัสที่ได้พระราชทานไว้นั้น ที่สามารถปฏิบัติตามให้เห็นผล และให้เห็นว่าธรรมนั้นย่อมคุ้มครองรักษาตนและสังคมได้ พระองค์จึงทรงปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง เช่น ในเรื่องความประหยัด การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ความห่างเว้นจากอบายมุข ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความสำรวมระวัง เป็นต้น นับเป็นพระราชจริยาที่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างชัดเจน พระราชคุณูปการต่าง ๆ ที่ทรงปฏิบัติตลอดมานั้น แม้ชาวต่างชาติก็รู้และสรรเสริญ อย่างเช่นองค์การสหประชาชาติ ได้จัดประชุมใหญ่สมัยพิเศษเพื่อถวายพระราชสดุดีแด่พระองค์ นับเป็นประกาศพระเกียรติคุณระดับโลก เช่น ใจความของคำสดุดีที่เป็นความจริงและน่าประทับใจบางส่วนว่า “แต่หากอยากจะเขียนถึงพระองค์ในแง่ดีก็ให้เขียนว่าอะไรที่ทรงทำแล้วเป็นประโยชน์ ซึ่งสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับพระองค์ก็คือการทำประโยชน์ให้กับผู้คน โดยเฉพาะคนยากจน” หนทางเดียวที่จะรู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์สำหรับผู้คน และทำให้เข้าใจปัญหา ก็คือการเดินทางไปยังไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลและยากจน เพื่อพบเจอและพูดคุยกับประชาชนที่ยากไร้ แลเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการตัวเล็ก ๆ ทรงกระตือรือร้นที่จะแก้ไขปัญหาที่ได้เจอ และสนับสนุนให้คนไทยทำแบบเดียวกัน ตลอดชีวิตของพระองค์ทรงจดสิทธิบัตรมากถึง ๔๐ ฉบับ ส่วนใหญ่เกิดจากการพัฒนาคิดค้น เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาให้กับคนยากจน // พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จจังหวัดสุรินทร์ไม่ต่ำกว่า ๓ ครั้ง และได้พระราชทานโครงการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ต้นแบบตามแนวชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๑๐,๘๖๕ ไร่ โครงการนี้ตั้งอยู่ที่บ้านสะพาน หมู่ที่ ๖ ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด ห่างจากตัวจังหวัด ๘๐ กิโลเมตร หน่วยงานที่สนองพระราชดำรินี้ “ -เพื่อปกป้องดูแลและฟื้นฟูพื้นที่ป่า -เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านป่าไม้ เผยแพร่สู่ประชาชน -เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกและสร้างเครือข่ายด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และ -เพื่อสนับสนุนด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพให้กับราษฎรในพื้นที่โครงการ คือตำบลจรัสและตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด และตำบลเทพรักษา อำเภอสังขะ โครงการในพระราชดำริแห่งนี้คลุมพื้นที่ของวัดเขาศาลาอตุละฐานจาโร อันเป็นที่มาของการจัดตั้งเป็นพุทธอุทยานในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และปลูกเสริมป่า เป็นแห่งแรกของประเทศไทย / อีกหนึ่งโครงการ คือโครงการสวนป่าห้วยแก้วอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหินล้ม จำนวน ๒๒,๙๓๐ ไร่ บนที่ดิน ๒ แปลง ครอบคลุมพื้นที่สามอำเภอ คือ อำเภอรัตนบุรี อำเภอสนมและอำเภอโนนนารายณ์ หน่วยงานที่สนองพระราชดำรินี้ -เพื่อน้อมนำพระราชดำริมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ -เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟู และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่และการสร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่าไม้ -เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม่อย่างมีส่วนร่วม สำหรับผู้สนใจและประชาชนทั่วไป -เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์/ นอกจากนี้ยังมีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ตั้งอยู่บนถนนสายสุรินทร์-ปราสาท / โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพอีสานใต้ จังหวัดสุรินทร์ ตั้งอยู่ที่ถนนเลี่ยงเมืองฝั่งใต้ สายสุรินทร์-ปราสาท เป็นต้น // จะเห็นได้ว่าโครงการในพระราชดำรินั้นก็เพื่อดิน น้ำ อากาศ สภาพแวดล้อมและความอยู่ดีกินดีของประชาชน / พระราชดำริก็ดี พระราชดำรัสก็ดี และพระราชจริยาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ พระองค์นั้นเป็นสิ่งที่ทรงค่า มีความสมบูรณ์และมีรูปแบบที่สามารถดำเนินตามได้อย่างเต็มที่ เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไปตามพระนามาภิไธยว่าภูมิพล ซึ่งแปลว่าพลังแผ่นดิน คือทรงคิด ตรัสและปฏิบัติสิ่งดีๆ ที่เป็นพลังแผ่นดิน คือเป็นประโยชน์สุขแก่ประชาชนทั้งมวล ตามพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจักครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยามดังนี้

การเสด็จสวรรคตของพระองค์นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจ นำความอาลัยถึงและความเสียดายอย่างสุดซึ้ง อย่างหาที่สุดมิได้ สุดที่จะพรรณนาให้หมดสิ้น พสกนิกรชาวไทยทุกถิ่นที่ ต่างสละเวลาเป็นวัน หลายวัน เพื่อให้ได้โอกาสเพื่อถวายคารวะและสักการะพระบรมศพ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ นับเป็นความจงรักภักดีอันหาที่สุดมิได้ บัดนี้ การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้ผ่านมาครบหนึ่งปี กับอีก ๑๓ วัน และจะได้ถวายพระเพลิงในวันนี้  ความเศร้าโศกอาลัยเบาบางลงบ้างแล้ว ยังคงเหลือแต่ความจงรักภักดีและความอาลัยถึงมิเสื่อมคลาย หากพสกนิกรชาวไทยทุกถ้วนหน้าได้เปลี่ยนความเศร้าโศก มาเป็นโอกาสที่จะแสดงถึงความเป็นข้ารองพระบาท  ตามรอยพระบาท ตลอดเวลาที่ทรงครองราชย์ ๗๐ กว่าปีนั้น  ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียะกิจอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  ครั้นเมื่อพระองค์สวรรคต สู่สวรรคาลัยฉะนี้ จึงควรยิ่งที่มหาชนชาวสยามจะพึงถวายสักการบูชา เพื่อเป็นปัจโจปการกิจ ธรรมบรรณาการ อันควรแก่การที่พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่ง เป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระองค์เป็นวาระสุดท้าย สำหรับพุทธศาสนิกชนย่อมซึมซาบประจักษ์แน่ในใจว่า การบำเพ็ญกุศลราศี อุทิศถวายนี้เป็นกัลยาณวิถีทางที่สมควรประการหนึ่ง ซึ่งต้องด้วยพุทธภาษิตว่า “เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ” แปลว่า วิญญูชนเมื่อมาอนุสรณ์ถึงคุณูปการที่ท่านผู้อื่นกระทำไว้ในกาลก่อน ก็พึงบริจาคซึ่งทักษิณานุปทาน เพื่อท่านนั้นผู้ล่วงลับไปแล้ว ดังนี้

อนึ่ง การสนองพระมหากรุณาธิคุณในยุคสมัยเช่นนี้ นอกจากการบำเพ็ญกุศลภาคี เพื่อกัลปนาวิบากส่งสนองถึงแล้ว ยังมีทางที่สมควรยิ่งอีกประการหนึ่ง ซึ่งวิญญูชนทั้งหลายใคร่ครวญแล้วย่อมสรรเสริญ กล่าวคือกุลบุตรกุลธิดามาคำนึงถึงบุรพการีหรือบุรพการินีชนของตนแล้ว รังแต่จะประพฤติดีประพฤติชอบ ประพฤติสมควร รู้จักวางตนให้เหมาะสมกับส่วนอันควรแก่ฐานะ ทำตนให้เป็นหลักฐานเพื่อเป็นที่เชิดชูสกูลวงศ์ แลเป็นทีพึ่งพำนักของพรรคพวกได้ ตามควรแก่สามารถ ไม่ทำตนให้เป็นคนวิปลาส  ง่อนแง่นหาหลักฐานมิได้  และบำเพ็ญตนมั่นคงอยู่ในสีลาจารธรรม ซึ่งจักเป็นอุปถัมภกปัจจัยแห่งความสุขสำราญในภพเบื้องหน้า เมื่อกุลบุตรกุลธิดาผู้อนุชนในสกุล มาตั้งใจเพิ่มพูนปฏิปทา มีอาทิดังที่ได้วิสัชนามาฉะนี้ ผิว่า ท่านผู้บุรพการีหรือบุรพการินีที่ล่วงลับไป จะพึงทราบได้ด้วยญาณวิถีทางใดทางหนึ่ง  น่าที่จะบันเทิงใจรักใคร่มิใช่น้อย  เพราะท่านผู้อนุชนทำถูกจิตต้องใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ กุลบุตรกุลธิดานั้นเป็นอันได้ชื่อว่าสนองพระคุณแด่ท่านผู้มีพระคุณนั้นเป็นที่ยิ่ง ด้วยว่า การรักษาน้ำใจหรือการประคับประคองจิตให้ถูกใจท่าน โดยไม่ผิดธรรมไม่ผิดวินัย จัดเป็นลักษณะแห่งการสนองคุณ ได้ชื่อว่าเป็นกตัญญูกตเวทีแท้จริง ข้อนี้เมื่อสันนิษฐานเทียบเคียงด้วยใจตนเองแล้ว อาจเห็นสมจริงได้ เช่น เมื่อรักใคร่บุตรหลานญาติสาโลหิตคนใด  ถ้าคนนั้นบำเพ็ญตนเป็นคนประพฤติดี ประพฤติชอบ  ตั้งตนขึ้นได้ในทางคดีโลก  ประพฤติมั่นคงดำรงอยู่ในสีลาจารธรรมอันเป็นส่วนคดีธรรม ก็ย่อมเป็นที่ปลาบปลื้มพอใจรักใคร่ทวีขึ้นกว่าเดิมชั้นเดิม ข้อนี้ฉันใด แม้ท่านผู้เป็นบุรพบุรุษ บุรพสตรีในสกุลวงศ์ ก็คงมีความหวังความประสงค์ต่ออัธยาศัยใจจริงเช่นนี้ดุจกัน  เพราะฉะนั้น การสนองพระคุณแด่ท่านผู้มีพระคุณโดยปริยาย ดังที่ได้วิสัชนามาฉะนี้ จึงนับว่าเป็นกตัญญูกตเวทิตาธรรมปฏิบัติแท้เทียว  ข้อนี้แม้สมเด็จพระบรมศาสดา ปางเมื่อจวนจะเสด็จดับขันธ ผันพระพักตร์สู่พระปรินิพพาน ก็ได้โปรดประทานพระบรมพุทโธวาทแก่พระอนุชานนท์ พุทธอุปัฏฐากไว้ว่า “โย  โข  อานนฺท  ภิกฺขุ  วา  ภิกฺขุนี  วา  อุปาสโก วา อุปาสิกา วา ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน  วิหรติ  สามีจิปฏิปนฺโน  อนุธมฺมจารี  โส  ตถาคตํ  สกฺกโรติ” เป็นอาทิ /  แปลว่า ดูกรอานนท์ ! ภิกษุก็ดี  ภิกษุณีก็ดี  อุบาสกก็ดี  อุบาสิกาก็ดี  ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ประพฤติตามธรรม ผู้นั้นชื่อว่าสักการเคารพนับถือบูชาเราผู้ตถาคต ด้วยบูชาอย่างยิ่ง ดังนี้ ซึ่งสำเร็จมาแต่กตัญญูกตเวทิตาธรรม ฯ อีกเรื่องหนึ่งว่า วักกลิพราหมณ์พอใจในการดูการชมพระรูปสมบัติแห่งพระบรมศาสดา จึงหาอุบายออกบวช เพื่อจะได้ดูได้เห็นอยู่เนืองนิตย์ พระภควันตบพิตรทรงทราบ แต่ทรงคอยปริปักกญาณของพระวักกลิอยู่  เมื่อทรงทราบว่าท่านมีปริปักกญาณควรแก่อเสขวิมุติแล้ว  จึงประทานพระบรมพุทโธวาทว่า “กินฺติ  วกฺกลิ  อิมินา  ปูติกาเยน  ทิฏเฐน /  โย  โข  วกฺกลิ  ธมฺมํ  ปสฺสติ  โส  มํ  ปสฺสติ  โย มํ ปสฺสติ  โส  ธมฺมํ  ปสฺสติ //” แปลว่า ดูกรวักกลิ จะมีประโยชน์อะไรแก่เธอ ด้วยการดูการเห็นปูติกาย  ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเราผู้ตถาคต  ผู้ใดเห็นเราผู้ตถาคต  ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม ดังนี้  อาศัยพระพุทธภาษิตสองอาคตสถานนี้เป็นที่อ้าง จึงนำให้สำเร็จความสันนิษฐานได้ว่า การทำความเคารพนับถือบูชาปฏิการะแด่ท่านผู้มีพระคุณอันเป็นที่ถูกใจจริงแท้ก็ตาม การอยากเห็นพระพุทธรูปพระโฉมแห่งท่านผู้มีคุณซึ่งล่วงลับไปแล้วก็ตาม ต้องอยู่ที่ประพฤติดี ประพฤติชอบ  ประพฤติตนสมควรแก่ฐานะตามชั้นผู้ใหญ่แลผู้น้อย  ตั้งต้นแต่ในทางคดีโลก  กระทั่งทางคดีธรรม  ด้วยประการฉะนี้ ฯ

กรณียะซึ่งพสกนิกรชาวจังหวัดสุรินทร์ โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด อีกทั้งข้าราชการฝ่ายทหาร ตุลาการ และประชาชนทุกภาคส่วน ได้มาบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ บัดนี้นั้น นับว่าได้กระทำโดยสัปปุริสวิสัยแบบอย่างแห่งผู้นับถือพระพุทธศาสนา ชื่อว่าได้ดำรงตนในความจงรักภักดีต่อท่านผู้ทรงมีพระมหันตคุณส่วนหนึ่ง ข้อนี้สำเร็จมาแต่อตฺตสมฺมาปณิธิ คือตั้งตนไว้ชอบ ซึ่งเป็นมังคลากร บ่อเกิดแห่งมงคลแด่ตน แท้จริง บุคคลจะดำรงตนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความดีความชอบได้ ก็เพราะอาศัยที่มารู้สึกว่าตนเป็นที่รักยิ่ง สมจริงตามพระพุทธภาษิตอันได้นิกเขปบทไว้ ณ เบื้องต้นว่า

อตฺตานญฺเจ  ปิยํ  ชญฺญา           รกฺเขยฺย  นํ  สุรกฺขิตํ
ติณณํ  อญฺญตรํ  ยามํ               ปฏิชคฺเคยฺย  ปณฺฑิโต”

แปลว่า หากบัณฑิตรู้ว่าตนเป็นที่รัก พึงรักษาตนไว้ให้ดี พึงสงวนตนในยามคือวัย วัยใดวัยหนึ่งในบรรดา ๓ วัย อธิบายว่า สภาวะที่กินสุขกินทุกข์ เรียกว่าตน  วัยเรียกว่ายาม  สามยามคือสามวัย ได้แก่ ปฐมวัย มิชฌิมวัย และปัจฉิมวัย  บุคคลควรรักษาตนใน ๓ วัยนั้น แม้วัยใดวัยหนึ่งให้จงได้  กล่าวคือให้ดำรงตนไว้ในที่ชอบ ด้วยความไม่ประมาท  สุดแต่ความสามารถที่จะพึงกระทำได้  หากในระหว่างแห่งปฐมวัย ยังตั้งตัวรักษาตนไม่ได้ เพราะยังเป็นดาวคะนองก็ตามที  เมื่อถึงขวบปีแห่งมัชฌิมวัย ก็จงพยายามตั้งตนให้ใกล้ต่อการักษาตนดีที่สุด หากยังเป็นคราวที่ต้องบริหารตนแลผู้อื่น  เพราะต้องประกอบกิจจานุกิจเพื่อตนแลผู้อื่นอยู่ในมัชฌิมวัยนั้นก็ทำเนา ถ้าเมื่อย่างเข้าปัจฉิมวัยตอนสุดท้าย พึงรู้สึกถนอมตน แลประคองตนให้สถิตอยู่ในความดีความชอบ  จงเต็มตามความสามารถ  พระบรมพุทโธวาทที่ทรงประทานลดหย่อนผ่อนผันใน ๓ วัย ก็โดยเป็นการจำเป็นแลติดขัด อันที่จริง หากตั้งตนรักษาให้ดีได้ แม้ในวัยที่ต้นหรือท่ามกลางก็ยิ่งเป็นการดีโดยแท้ เมื่อสาธุชนทราบแน่ว่าตนเป็นที่รักยิ่งแล้ว  แลประคองตนไว้ในคุณธรรมความดีความชอบ ณ วัยใดวัยหนึ่งแห่ง ๓ วัยดังกล่าวแล้ว ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติถูกต้องตามคลองพระพุทธภาษิตซึ่งได้ลิขิตไว้นั้น

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร แม้พระองค์ได้เสด็จอุบัติ ณ ขัตติย มหาศาลสกุล ทรงสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติแลพระคุณสมบัติโดยอเนกประการ ถึงกระนั้นพระองค์มิได้ทรงมัวเมาประมาท เพราะทรงทราบพระองค์ว่าเป็นที่รัก จึงได้ทรงประดิษฐานพระวรกายและพระราชหฤทัยอันเป็นที่รักยิ่งไว้ในคลองธรรมที่ชอบ ทรงขวนขวายประกอบพระธัมมานุธัมมปฏิปทา ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในพระราชหฤทัย จึงเป็นปัจจัยส่งเสริมให้พระองค์ทรงพระเจริญด้วยพระอิศริยยศและพระเกียรติคุณแผ่ไพศาล โดยลำดับมาจนถึงอวสานสมัย เมื่อผู้ใดมาดำเนินตามพระปฏิปทานั้นโดยควรแก่ฐานะ ผู้นั้นย่อมสามารถจะดำรงตนให้แคล้วคลาดจากโทษพิบัติ มีแต่จะเจริญด้วยสุขสิริสวัสดิ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไปโดยแท้ ฯ

พสกนิกรชาวจังหวัดสุรินทร์ทุกหมู่เหล่า ได้มีสมานฉันท์บำเพ็ญกุศลอุทิศถวาย  สนองพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ โอกาสนี้นั้น และส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยต่อจากนี้ สำเร็จเสร็จลงด้วยกำลังแห่งกตัญญุตา-กตเวทิตาคุณธรรมเป็นที่ตั้ง แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรจะเสด็จประทับสถิต ณ สวรรคาลัยแล้วก็ตาม ขออำนาจกุศลโกฏฐาสนี้ จงเป็นพระราชกุศล บุญราศีอำนวยอิฏฐวิบุล มนุญญผล สำเร็จประโยชน์สุขแด่พระองค์ในสวรรคาลัย สมดังพระประสงค์ทุกประการ

แสดงพระธรรมเทศนา ฉลองศรัทธาประดับพระปัญญาบารมี ยุติลงเพียงนี้  เอวํ ก็มี ด้วยประการฉะนี้

 

[1] พระศรีวิสุทธิคุณ (มานพ ปิยสีโล ป.ธ.๙) เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์  แสดงพระธรรมเทศนา พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ ๙ ณ มณฑลพิธี สนามหน้าศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๖๐

[2] ภาพจาก http://kingrama9.net