วิเคราะห์หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์[*]

บทนำ ความเป็นมา ความสำคัญ

พระพุทธศาสนา ได้อุบัติขึ้นมาแล้ว 2,500 กว่าปี ในชมพูทวีปหรืออินเดียในปัจจุบัน โดยมีหลักคำสอนที่บันทึกในคัมภีร์พระไตรปิฎกเรียกว่าศาสนธรรมอีกนัยหนึ่งเรียกว่านวังคสัตถุศาสน์ที่เป็นพุทธพจน์ อันประกอบไปด้วยองค์ 9 คือ สุตฺตํ เคยฺยํ เวยฺยากรณํ คาถา อุทานํ อิติวุตฺตกํ ชาตกํ อพฺภูตธมฺมํ เวทลฺลํ แบ่งออกเป็น 3 ปิฎก คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก

ในหลักคำสอนพระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้อริยสัจสี่ อันเป็นสภาวธรรมทั้งหลาย ที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับสลายไป และทรงสั่งสอนพุทธบริษัท ให้พิจารณาเห็นความทุกข์ สาเหตุของความทุกข์ ความดับของทุกข์ และหนทางที่จะนำไปสู่การดับความทุกข์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงของการปฏิบัติที่เรียกว่า ปฏิเวธ ส่วนผลโดยอ้อม ทำให้เกิดความสามัคคีขึ้นในสังคม เพราะอาศัยหลักพระธรรมวินัยเป็นสิ่งเหนี่ยวทางจิตใจ ในเบื้องต้นแห่งพุทธกาลยังไม่มีการแบ่งแยกออกเป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ นิกายแบบดั้งเดิมหรือเถรวาท ได้แก่ การยึดถือตามคำหรือมติของพระมหาเถระทั้งหลายมีพระมหากัสสปะเป็นประธานและได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมา คือ ศาสนาพุทธแบบเถรวาท มี ไทย พม่า ลังกา เขมร ลาว นับถือ ใช้ภาษาบาลี ส่วนศาสนาพุทธแบบมหายาน มี ญี่ปุ่น จีน ธิเบต ญวน และเกาหลี นับถือ ใช้ภาษาสันสกฤต ถึงแม้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีมากมาย แต่พระพุทธองค์ก็ทรงเลือกแสดงธรรมแก่พุทธบริษัททั้งสี่ ให้ถูกต้องตามฐานะ หรือภาวะพอที่จะรับธรรมะนั้นๆ ได้โดยเฉพาะคำสอนเรื่อง ไตรลักษณ์ เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ใช้เป็น พหุลานุสาสนี คือ เป็นคำที่ใช้พร่ำสอนมากหรือบ่อยๆ เนื่องจากเป็นหลักธรรมที่ทำให้ผู้ฟังได้เข้าถึงหลักความเป็นจริงของชีวิต และจะทำให้ผู้ฟังสามารถนำมาปฏิบัติตาม เพื่อให้เข้าถึงโลกียสุข คือ ความสุขในทางโลก และเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเป็นโลกุตตรธรรม คือ การหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส เข้าสู่พระนิพพาน ส่วนในปัจจุบัน การดำเนินชีวิตของมนุษย์ ยังมีความเป็นอยู่แบบต้องแข่งขันกับเวลา เนื่องจากค่าครองชีพสูงจึงต้องดิ้นรนมาก เพื่อให้ได้กับความต้องการ ความเห็นแก่ตัวก็มีมากขึ้น เมื่อขาดความพอดีกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ จึงทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ ลมพายุพัดถล่ม หรืออุบัติเหตุต่างๆ จนทำให้ต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง กระทั่งเสียคนที่รักในครอบครัวและญาติๆ เกิดความทุกข์โศกเศร้าเสียใจหาทางแก้ไขหรือทางออกไม่ได้ ถึงกับทำร้ายตัวเอง เช่น ฆ่าตัวตาย ทำร้ายผู้อื่น เสียสติ พิการ ส่วนหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาสอนเรื่องไตรลักษณ์ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ของทุกสิ่งทุกอย่าง โดยในแต่ละวันทุกคนก็จะได้พบกับความสุขความทุกข์อยู่ตลอดเวลา เช่นดีใจ เสียใจ สุข ทุกข์ สรรเสริญ นินทา แตกต่างกันไป ซึ่งหมายถึงการได้พบเห็นความเปลี่ยนแปลงทางชีวิต คือ อนิจจตา ความไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นทุกข์ อนัตตตา ความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของๆ เราสิ่งของต่างๆ ได้มาแล้วก็ต้องหมดไป เสื่อมไป สิ้นไป ชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน มีทั้งความสมหวัง ผิดหวัง ความพอใจ ไม่พอใจ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามสัจธรรมคือไตรลักษณ์ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่กับทุกคน เมื่อเกิดปัญหา จึงเกิดความเดือดร้อน มีความทุกข์กายทุกข์ใจ เพราะหาทางออกหรือแก้ไขไม่ได้ เพราะเหตุที่ยังไม่เข้าใจในหลักของไตรลักษณ์ เกิดความประมาททำกรรมต่างๆ กัน ไม่ได้พิจารณา มัวเอาแต่ความสุขสนุกสนาน หรือความเศร้าโศกเสียใจมาปิดบังสภาพความเป็นจริงไว้ กลายเป็นความทุกข์ทางใจอย่างหนักหาทางแก้ไขไม่ได้ แต่หากพิจารณาถึงคำสอนไตรลักษณ์ที่พระพุทธองค์สั่งสอนแล้วก็จะเข้าใจได้ว่า ความสุข ความทุกข์ ดีใจ เสียใจต่างๆ เป็นของไม่ยั่งยืนถาวรตลอดไป เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ไม่คงที่ กระบวนการนี้เกิดดับไปตามแต่จิต จะเหนี่ยวสิ่งใดขึ้นมาจับไว้จิตจึงเป็นความคิดที่เกิดๆ ดับๆ ควรมองให้เห็นสภาวะที่เป็นจริง แล้วนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกับตัวเองในการดำเนินชีวิตเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสที่ดีไม่ประมาทในชีวิต สิ่งที่ไม่ดีก็จะดีขึ้น สิ่งที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น ในอดีตชีวิตจึงมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความพอดี ใช้สติปัญญาในการประกอบสัมมาอาชีพ เพราะได้เข้าใจในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี การประพฤติปฏิบัติจึงอยู่ในหลักของศีลธรรม ทั้งตั้งอยู่บนฐานของความถูกต้องดีงาม การเป็นอยู่ของสังคมจึงมีความสุข เพราะได้อาศัยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ทำให้คนสมัยก่อนพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันได้ มีธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดความรู้และสร้างปัญญาแก่คนทั้งหลาย โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางในการศึกษาเรียนรู้ธรรมะของคนในสมัยก่อน เมื่อเกิดปัญหาเรื่องความทุกข์ใจ เดือดร้อนใจ หรือความเปลี่ยนแปลงสูญเสียเกิดขึ้น ก็สามารถทำใจให้ยอมรับสภาวะนั้นๆ ได้ ซึ่งจะต่างกับปัจจุบัน ที่ยังไม่เข้าใจถึงความเป็นจริงของไตรลักษณ์นี้เพราะไปสนใจกับวัตถุจนมองข้ามถึงความเป็นจริงของธรรมะ ปัญหาจึงเกิดขึ้นทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างลำบาก เนื่องจากหาทางแก้ไขปัญหาหรือทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ นักวิชาการนิยมศึกษาพระพุทธศาสนาในรูปแบบของการตีความคำสอนตามแนวแห่งเหตุผล ซึ่งเรียกการศึกษาด้วยวิธีดังกล่าวนี้ว่า “พุทธปรัชญา” เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะใช้คำว่า “ปรัชญา” ประกอบอยู่ในชื่อด้วย แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะไม่มีการวิเคราะห์ถึงแนวคิดทางด้านสุนทรียศาสตร์ของปรัชญาระบบนี้กันอย่างจริงจังซึ่งอาจจะเป็นเพราะลักษณะของความเป็นอุดมคติความซับซ้อนและความเข้าใจยากในเนื้อหาของสุนทรียศาสตร์เอง จนบางครั้งก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นวิชาที่ไร้ประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในโลกของความเป็นจริง และยิ่งดูเหมือนจะไปกันไม่ได้กับพุทธธรรมหรือระบบคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งเน้นการปฏิบัติฝึกฝนตนเองเพื่อทำหน้าที่แห่งชีวิตให้สมบูรณ์ที่สุดกล่าวคือ เพื่อลดละกิเลสอันเป็นสาเหตุของความทุกข์ในชีวิตให้เบาบางและสิ้นไปในที่สุดแต่อย่างไรก็ตาม คำสอนของพระพุทธศาสนาที่ถูกรวบรวมบันทึกไว้ในคัมภีร์พระไตรปิฎกก็มีหลายตอนที่กล่าวถึง “ความงาม” ในลักษณะต่างๆ ไว้ด้วย โดยคำสอนเรื่องความงามดังกล่าวนี้ ปรากฏทั้งส่วนที่มีลักษณะการอธิบายซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับแนวคิดเรื่องความงามในสุนทรียศาสตร์ตะวันตก และอีกส่วนหนึ่งที่ได้อธิบายแนวคิดเรื่องความงามในรูปแบบเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ของพุทธปรัชญาเถรวาท เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จึงควรทำการวิจัยหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา ในเรื่องวิเคราะห์หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์การที่จะเข้าใจในหลักคำสอนได้ และผู้ที่เข้าถึงหรือเข้าใจอย่างแท้จริงแล้วจะเกิดผลอย่างไร ทั้งนี้เพื่อจะนำมาเป็นแนวทางของการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนถ้าหากยังไม่มีการศึกษาอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง และแนวทางแก้ไข้หรือหาทางออกให้กับประชาชนก็จะเกิดความเสียหายทางจิตใจ ความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตที่พอดีพอเหมาะ หรือความเป็นอยู่แบบมีความสุขตามที่จะเป็น โดยการนำหลักคำสอนเรื่องไตรลักษณ์มาใช้ ให้เข้ากับความเป็นจริงในการดำเนินชีวิต ให้มองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไปอยู่ในโลกนี้ก็ต้องมีเหตุมีปัจจัยเป็นเบื้องต้น เมื่อมองให้เห็นสาเหตุก็จะเกิดปัญญาแก้ไขปัญหาได้ แต่เมื่อไม่สามารถแก้ไขได้ก็จะทำใจได้ว่าทุกอย่างก็ต้องเป็นอย่างนั้นเอง เป็นความจริงของสัจธรรม เพราะว่าตกอยู่ภายใต้ภาวะทั้ง 3 อย่าง คือ ความเปลี่ยนแปลง ความเป็นทุกข์ ความเป็นสภาพไม่อยู่ในการควบคุมของเราได้ ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร ความสำคัญของปัญหามีมาก เนื่องจากประชาชนในสังคม ยังไม่เข้าใจถึงความเป็นจริงทางสัจธรรมข้อนี้ การดำเดินชีวิตจึงไม่ค่อยจะสมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็นจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จึงมีความสนใจที่จะวิเคราะห์หลักของไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์ โดยการนำหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเรื่องความงามแห่งไตรลักษณ์ มาวิจัยให้ได้ทราบถึงความงามของกฎแห่งไตรลักษณ์ที่เป็นอยู่และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดความเข้าใจในการดำเนินชีวิต ให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมความงามแห่งไตรลักษณ์มากขึ้น เพื่อความเข้าใจในการตอบโจทย์ทางสุนทรียศาสตร์ทางด้านตะวันตกกับพุทธสุนทรียศาสตร์ว่างามอย่างไรในเรื่องนั้นๆ อย่างชัดเจนอีกทั้งเป็นการเสนอแนวคิดทางด้านสุนทรียศาสตร์แบบพุทธต่อผู้สนใจต่อไป

หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์

หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์นั้นมีความหมายที่แตกต่างกันไปตามแนวความคิดทางปรัชญา และความเชื่อของศาสนาแต่ละแนวคิด มีหลักการมีเหตุผลและตั้งกฎกำหนดเกณฑ์ เพื่อตัดสินคุณค่าสุนทรียศาสตร์ตามแนวความคิดทางปรัชญาของตน หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์ มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นด้านอารมณ์และความรู้สึก หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางความงาม อันจะช่วยให้เรารู้สึกเพลิดเพลินพึงพอใจ เกิดเป็นความอิ่มเอิบใจโดยไม่หวังผลตอบแทนสุนทรียศาสตร์ในปรัชญาตะวันตก มองและพิจารณาความงามตามกรอบความคิดของวัตถุที่ถูกสร้างสรรค์ และตกแต่งให้เกิดความงาม ไม่ได้เป็นสุนทรียศาสตร์เพราะใครๆ ให้การยอมรับว่าเป็นความงาม ความเป็นสุนทรียศาสตร์ไม่ได้มีเพราะการยอมรับว่าเป็นความงาม โดยมนุษย์เป็นผู้กำหนด หรือตัดสินให้เป็นเพราะความเป็นสุนทรียศาสตร์หรือไม่เป็นศิลป์อยู่ที่วัตถุที่ถูกตกแต่งจัดแจงขึ้นนั้นแล้วทัศนะของเพลโตมองว่า ความงามเป็นสิ่งมีอยู่จริง มีอยู่ในโลกมโนคติ (World of Ideas) มีลักษณะเป็นอสสาร เป็นนิรันดร์ เป็นอมตะไม่เปลี่ยนแปลง เพลโตเชื่อว่ามีโลก 2 โลก คือ โลกแห่งแบบ กับโลกแห่งวัตถุ ความงามสากลเป็นมาตรฐานแห่งความงามทั้งหลายที่อยู่ในโลกแห่งวัตถุ ความงามที่เราสัมผัสกันได้นั้นไม่ใช่ความงามที่สมบูรณ์แบบ เพราะเป็นเพียงการจำลองภาพของความงามมาจากโลกแห่งแบบเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรความงามที่เราสัมผัสจับต้องได้ ก็ไม่ทำให้เราเกิดความรู้สึกได้ถึงความงามที่บริสุทธิ์ถาวรดังพุทธสุนทรียศาสตร์

ความงามในทางพุทธสุนทรียศาสตร์ได้กล่าวถึงความงามใน 2 ลักษณะ คือ

  1. งามแบบทาง โลก หรือยอมรับเอาความงามทั้งปวงที่ชาวโลกถือว่างาม อันได้แก่ ความงามของธรรมชาติ ความงามของสัตว์ ความงามของศิลปะ อันเป็นสิ่งรื่นเริงบันเทิงใจ บางอย่างอาจชวนให้หลงใหลไป หากไม่พิจารณาก่อนสัมผัสหรือรับรู้ความงามอันเป็นสุนทรีย์ทางอารมณ์ เช่น ละครที่อาจมีความรุนแรงหรือการกระทำอันไม่เหมาะสมและหลงผิดคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเพราะมีละครเป็นต้นแบบโดยไม่รู้ตัว จึงทำให้รักหลงไปตามบทบาทสมมุติของตัวละครนั้นๆ ว่าเป็นสิ่งธรรมดา ไม่ผิดเพราะใครๆ ก็ทำกัน เช่น การทำร้ายผู้อื่นเพื่อสิ่งอันเป็นที่รัก การแต่งตัวเพื่ออวดรูปโฉม การเสพสิ่งเสพติด ฯลฯ
  2. ความงามในมิติทางธรรม ซึ่งเป็นความงามที่ลึกซึ้งโดยอาศัยการรับรู้ความงามทางโลกเป็นพื้นฐาน แต่ทว่าความงามในมิติทางธรรมนั้นล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายหรือมุ่งพัฒนาสู่ความดีอันสูงสุด ซึ่งหมายรวมเอาแม้แต่การปฏิบัติธรรมหรือแม้แต่กิริยามารยาทหรือการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสมทั้งนี้เพื่อเอื้อเฟื้อต่อการปฏิบัติธรรมแต่หากขัดแย้งกับการปฏิบัติธรรม ย่อมไม่นับว่าเป็นความงามที่สมบูรณ์ และต้องไม่เป็นไปเพื่อการพอกพูนขึ้นของกิเลสเครื่องเศร้าหมองใน จิตใจ โดยเหตุผลหลายประการความงามในทางพุทธปรัชญามีลักษณะเป็นเงื่อนไข เช่น ซากศพ ถือว่าเป็น “ดอกไม้ของพระอริยะ” เพราะเมื่อพิจารณาแล้วย่อมคลายกำหนัดในสิ่งที่เป็นสมมุติคือ ตัวตน บุคคล เราเขา และเอื้อต่อการเข้าสู่พระนิพพาน ส่วนปุถุชน หรือบุคคลทั่วไปย่อมมองเป็นสิ่งที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าขยะแขยง หรือ แม้แต่อารมณ์ที่เกิดจากการปฏิบัติดังเช่น พระภัททิยะเถระ ซึ่งแม้จะมีความสุขในความเป็นพระราชามาก่อน แต่เมื่อได้บวชและได้ปฏิบัติธรรมแล้ว ก็เปล่งอุทานอยู่เสมอๆ ว่า “สุขหนอ สุขหนอ” ซึ่งเป็นความสุขจากการปฏิบัติธรรม แม้จะมีภิกษุอื่นๆ เข้าใจผิดว่า ท่านรำพึงรำพันถึงทรัพย์สมบัติแต่หนหลังแต่พระพุทธองค์ก็ทรงชี้แจงให้เข้าใจและตรัสว่า “พระอรหันต์ทั้งหลาย มีความสุขหนอเพราะท่านไม่มีตัณหา ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด ทำลายข่ายคือ โมหะได้แล้วพระอรหันต์เหล่านั้น ถึงซึ่งความไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ขุ่นมัว ท่านเหล่านั้นไม่แปดเปื้อนแล้ว” โดยลักษณะดังนี้ ถือเป็นความงามในพุทธปรัชญาเช่นเดียวกัน

จากการศึกษาวิเคราะห์แนวคิดของทั้งสองด้าน คือ แนวคิดสุนทรียศาสตร์แบบตะวันตก (ทฤษฎีแบบ ทฤษฎีรูปทรง และการแสดงออกทางความรู้สึก) และพุทธสุนทรียศาสตร์ทำให้เห็นถึงความเหมือนและแตกต่างในหลายด้านดังนี้ สุนทรียศาสตร์แบบตะวันตกโดยทั่วไป ไม่ได้แยกกล่าวว่า ความงามในลักษณะใดเหมาะกับคนหรือผู้ปฏิบัติไหน แต่กล่าวโดยรวมถึงความมีอยู่ของความงามและคุณค่าความงามหรือศิลปะที่มีคุณค่าน้อยที่สุดไปถึงมากที่สุด โดยเป็นสายเดียวกันไปจนจบ คือ ความงามขั้นสูงสุดตามแต่ละทฤษฎี สุนทรียศาสตร์ตะวันตกนั้นมีแนวคิดที่ต่างจากตะวันออก โดยมากตลอดทั้งแยกออกมาในหลายมิติ เพื่อเข้าใจได้ง่าย ตลอดทั้งยังสามารถแบ่งให้เห็นถึงคุณค่าแห่งความงาม ว่าภายในความงามนั้นย่อมมี่คุณค่าแท้ คุณค่าเทียมมิติในทางพุทธปรัชญา หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สุนทรียศาสตร์ในพุทธปรัชญาเถรวาทนี้ เป็นความงามที่ยั่งยืน และแบ่งเป็นภาคส่วน เป็นความงามที่เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของตน สังคม และส่วนรวม ทั้งนี้ต้องอิงอาศัยหลักธรรมต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนา เช่น หลักศีล 5 หลักกาลามสูตร หลักอธิปไตย หลักคุณค่าแท้ คุณค่าเทียม หรือหลักศีลธรรมอื่นๆ อันเป็นข้อปฏิบัติเพื่อความดี งามทางพระพุทธศาสนา เช่น แนวทางการปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นสุนทรียศาสตร์ในพุทธปรัชญาเถรวาทนั้น เป็นการผสมผสานระหว่างศีลธรรมและศิลปะ โดยพระพุทธศาสนานั้น ได้มองศิลปะเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งของศีลธรรมซึ่งศีลธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสนั้น ล้วนมีความงดงาม ทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด อีกทั้งสุนทรียศาสตร์สำหรับปุถุชนทั่วไปแล้ว พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อศีลธรรมและความดีงามตามทรรศนะทางพระพุทธศาสนา และไม่เป็นไปเพื่อความลุ่มหลงมัวเมาส่วนความงามในทางธรรมนั้น หมายเอาความงดงาม ความสงบอันเกิดจากการปฏิบัติธรรมความเยือกเย็น ความสุขุมอันประกอบไปด้วย สัมมาสตินั่นเอง ซึ่งมีพระนิพพานเป็นความงามสูงสุด

อย่างไรก็ดีหลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์ยังขาดการจัดระเบียบตามแบบที่สามารถกล่าวได้โดยทั่วไป ดังเช่น ที่เราได้กล่าวอย่างรูปแบบของการเรียนรู้ในของตะวันตก ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว พุทธปรัชญาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน และท้าทายต่อการศึกษาตีความ ค้นคว้า และการวิจัย โดยละเอียดเพื่อตีแผ่ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์และดึงดูด มีความเป็นศาสตร์และศิลป์ในการศึกษาต่อไป

สรุป

แนวคิดหลักไตรลักษณ์นั้นมีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยมุ่งเน้นด้านอารมณ์ ความรู้สึก ความจริง ความดี และความงาม ตามรูปแบบของพุทธปรัชญาหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางความงาม

สาระสำคัญของสุนทรียศาสตร์มี 2 นัยยะ คือนัยยะที่เกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกับสังคมทั่วไป ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันตามสภาพสังคม โดยมีลักษณะความสัมพันธ์ เช่น ศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่ง จะได้รับการตีค่าว่า สวยงามหรือไม่นั้นต้องประกอบไปด้วยว่าศิลปะนั้นๆ ได้ส่งเสริมหรือมีวัตถุประสงค์เพื่อสิ่งใด และส่งเสริมให้ผู้รับรู้หรือเสพศิลปะเข้าถึงความจริงหรือไม่

แนวคิดหลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์ ว่าด้วยความงามตามหลักพระพุทธศาสนา ต้องเกิดจากการฝึกและปฏิบัติความงามที่เกิดจากศีลเป็นความงามเบื้องต้น ความงามที่เกิดจากสมาธิ เป็นความงามในระดับกลาง และความงามที่เกิดจากปัญญาเป็นความงามในระดับสูง ซึ่งประกอบไปด้วยการอนุเคราะห์ประโยชน์ ความเกื้อกูลและความสุข ส่วนความหลุดพ้นเป็นความงามอย่างสมบูรณ์แบบเป็นนิตย์นิรันดร์

 

เอกสารอ้างอิง

จำนงค์ ทองประเสริฐ. (2509). ปรัชญาตะวันตกสมัยโบราณ. กรุงเทพมหานคร: รุ่งเรืองธรรม,

พระมหาอำนาจ พลปญฺโญ,ดร. (2558). ความลับแห่งจิต ในปรัชญาสองสายธาร. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์.

สุชีพ ปุญญานุภาพ. (2535). พระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชน. พิมพ์ครั้งที่ 14. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย.

 

[*] พระเรืองเดช โชติธมฺโม(เสียงเพราะ), วิเคราะห์หลักไตรลักษณ์ในเชิงสุนทรียศาสตร์, แหล่งที่มา : https://www.tci-thaijo.org/index.php/gshskku/article/view/92494 (2 ต.ค. 2560).